1.อัตราการเกิดไฟไหม้โดยรวม จากการศึกษาในหลายประเทศ อัตราการเกิดไฟไหม้ของรถยนต์ไฟฟ้าต่อจำนวนรถ มักจะ "ต่ำกว่า" รถยนต์น้ำมันเมื่อเทียบเป็นสัดส่วน บริษัทควรหลีกเลี่ยงการกล่าวอ้างว่า EV เสี่ยงไฟไหม้มากกว่า เพราะข้อมูลส่วนใหญ่ชี้ไปทางตรงข้าม การพูดเกินจริงในจุดนี้จะทำลายความน่าเชื่อถือของบทความทั้งหมด

2.ความรุนแรงเมื่อเกิดเหตุ (ไม่ใช่ความถี่) จุดที่ควรเน้นคือ "เมื่อเกิดไฟไหม้ EV ขึ้นแล้ว" ความรุนแรง ระยะเวลาดับไฟ ปริมาณน้ำที่ใช้ และความเสี่ยงในการลุกไหม้ซ้ำ มักจะสูงกว่ารถน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ นี่คือมุมที่ทำให้การเตรียมความพร้อมมีความสำคัญ แม้โอกาสเกิดจะต่ำ

3.แนวโน้มจำนวนรถ EV ที่เพิ่มขึ้นในไทย ควรอ้างอิงตัวเลขการเติบโตของยอดจดทะเบียนรถ EV ในประเทศไทยจากกรมการขนส่งทางบกหรือสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย เพื่อชี้ให้เห็นว่าจำนวนรถ EV บนท้องถนนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้โอกาสที่จะพบเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับ EV (ไม่ว่าจะที่บ้าน อาคารจอดรถ หรือสถานีชาร์จ) ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

4.บริบทอาคารจอดรถและสถานที่ปิด ประเด็นที่ทำให้หลายประเทศ (เช่น สิงคโปร์ บางประเทศในยุโรป) เริ่มออกแนวทางหรือข้อกำหนดเกี่ยวกับอุปกรณ์ดับเพลิง EV ในอาคารจอดรถ คือความกังวลเรื่องควันพิษและความร้อนที่สะสมในพื้นที่ปิด ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงกว่าพื้นที่เปิดโล่ง

สรุป ตัวเลขสถิติบอกเราว่า "ไม่ควรตื่นตระหนก" แต่ "ควรเตรียมพร้อม" — โดยเฉพาะธุรกิจที่มีรถ EV จอดอยู่จำนวนมาก เช่น อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า สถานีชาร์จ หรือธุรกิจขนส่ง การลงทุนในอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสมคือการบริหารความเสี่ยงอย่างมีเหตุผล ไม่ใช่การตอบสนองต่อความกลัว